วิธีการประคองงู (ตอนที่ 3)

ประคองงูพิษในวงศ์ Elapidae อีกจำพวกหนึ่ง ได้แก่

1. งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus)
2. งูทับสมิงคลา (Bungarus Candidus)
3. งูสามเหลี่ยมหัวแดง (Bungarus flavicefs)
4. งูพริกท้องแดง (Maticora bivirgata flaviceps)
5. งูพริกสีน้ำตาล (Maticora intestinalis)
6. งูจำพวกงูปล้องหวาย (Calliophis sp.)

          งูเหล่านี้เป็นวงศ์เดียวกับงูเห่า แต่มีทีท่าแตกต่างกันไม่แสดงอาการดุดันเหมือนงูจงอาง และงูเห่า ไม่ขู่ฟ่อ ๆ เมื่อถูกรบกวนก็ไม่ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ย ดูเหมือนว่าจะไม่มีพิษสงอะไรแต่งูเหล่านี้ก็เป็นงูพิษ ถ้าถูกกัดก็อาจถึงเสียชีวิต โดยปกติจะไม่ก้าวร้าว หากไม่ถูกกระทำให้เจ็บ ก็จะพยายามหลบหลีกซุกซอนมากกว่าที่จะตั้งท่าเพื่อจะกัด

 
งูสามเหลี่ยม (Banded Krait) เป็นชนิดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความยาว 120-150 เซนติเมตร มีนิสัยที่ไม่ดุ โดยเฉพาะเวลากลางวันซึมเซา จะปราดเปรียวว่องไวก็เวลากลางคืนขณะออกหากิน ผู้ที่รู้สามเหลี่ยมดี จะสามารถจับประคองงูสามเหลี่ยมได้ด้วยมือหรือเปล่า ค่อย ๆ ประคองจับงูจะไม่แสดงอาการตื่นตกใจและไม่แสดงท่าทางว่าจะกัด แต่ถ้ายังไม่มีความรู้ความชำนาญดี ก็ควรใช้วิธีจับประคองโดยใช้ไม่บ่วงคล้องงู คล้องรัดบ่วงพอกำชับ อย่าให้รัดแน่นเกินไปยกนิ้วออกจากที่อยู่อาศัยหรือที่เลี้ยง แล้วใส่ลงภาชนะที่เตรียมไว้ โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสงู แต่ถ้าต้องการจับเพื่อประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรใช้ไม้ขอกดคอให้งูอยู่นิ่งเสียก่อน จึงใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับให้มั่นคงที่บริเวณส่วนคอติดกับส่วนหัว อีกมือหนึ่งช่วยจับไว้ที่บริเวณประมาณต้นลำตัว เพื่อไม่ให้งูม้วนตัวมาพันทับมือที่จับคองูอยู่
งูทับสมิงคลา (Blue Krait) และงูสามเหลี่ยมหัวแดง (Redheaded Krait) เป็นงูสกุลเดียวกับงูสามเหลี่ยม แต่มีนิสัยต่างกัน ว่องไวปราดเปรียวและมีนิสัยดุกว่างูสามเหลี่ยม การจับประคองจึงต้องใช้ไม้บ่วงคล้องงู ใช้ไม้ขอ ไม่ควรเริ่มต้นจับด้วยมือเปล่าเป็นอันขาด
อย่างไรก็ดีงูทับสมิงคลาและงูสมเหลี่ยมหัวแดง เป็นงูหายาก พบจำนวนน้อยมาก ผู้ที่ต้องการปฏิบัติงานเกี่ยวกับงูทั้งสองชนิด คงจะเป็นเจ้าหน้าที่สวนสัตว์และสวนงู ซึ่งจะได้รับการอบรมฝึกปฏิบัติงานด้านนี้โดยเฉพาะ


งูพิษในวงศ์ Viperidae และ Crotalidae

1. งูแมวเซา
2. งูกะปะ
3. งูเขียวหางไหม้ท้องเขียว
4. งูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง
5. งูเขียวไผ่
6. งูเขียวหางไหม้ข้างขาว
7. งูหางแฮ่มกาญจน์
8. งูเขียวตุ๊กแก
9. งูพังกา
10. งูหางแฮ่มภูเขา
11. งูแก้วหางแดง
12. งูปาล์มแดง
13. งูปาล์ม

      งูทุกชนิดที่อยู่ในวงศ์ทั้งสองดังกล่าวแล้ว มีทีท่ากิริยาต่างกับวงศ์อื่น มีนิสัยดุ เมื่อมีภาวะแวดล้อมผิดแปลกใกล้ตัวก็จะนิ่งระวังตัว แม้ในขณะเลื้อยอยู่ก็จะหยุดนิ่ง ในท่าที่พร้อมจะฉก แต่ไม่ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยเยี่ยงงูเห่า อาจจะยกหัวขึ้นเล็กน้อย งอพับส่วนคอเตรียมพร้อม และจะฉกกัดเทื่อศัตรูหรือเหยื่อเข้าในระยะที่จะฉกถึง จัดว่าเป็นงูกลุ่มที่มีอันตรายมากสำหรับผู้ที่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติงานกับงูกลุ่มนี้
งูแมวเซา (Siamese Russell Viper) ความจริงจะจัดว่างูแมวเซาเป็นงูพิษขนาดเล็กก็ไม่เชิง ดังที่เคยกล่าวมาแล้วว่าการที่จะกำหนดให้แน่ชัดลงไป ว่างูขนาดใดเป้นงูขนาดใหญ่ งูขนาดใดเป็นงูขนาดเล็กนั้นค่อนข้างยาก สำหรับงูแมวเซาเมื่อโตเต็มวัยจะยาวถึง 80-90 เซนติเมตร มีลำตัวอ้วนใหญ่ เมื่อเหยียดยาวเป็นเส้นตรงจะเห็นว่ามีทั้งความใหญ่และยาว เมื่อเทียบกับงูอีกหลายชนิด แต่ตามปกติงูแมวเซาจะนอนคดเป็นก้อน หรือเมื่อเลื้อยไปแล้วตกใจหยุดกระทันหัน ก็จะงอตัวทันที เลยดูสั้น
ผู้ที่จะต้องจับงูแมวเซานั้น คงมีน้อย (ไม่ใช่การจับแบบเมื่อพบก็ตีให้ตาย) หากเป็นชาวบ้านชาวไร่ ก็คงไม่คิดจะจับเป็น คงจะพยายามฆ่าให้ตาย เพราะกลัวถูกกัด พวกที่จะจับเป็นก็คงมีนักจับงูขาย ซึ่งพวกจับงูแมวเซามาขาย ก็มีเพียงอยู่ไม่กี่คน และเขาก็มีวิธีจับของเขา ส่วนพวกที่ต้องเกี่ยวข้องกับงูแมวเซาและจะต้องจับงูด้วยตัวเองเขาเอง ก็คงมีผู้ที่จะศึกษาเรื่องราวของงูแมวเซา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับพิษวิทยา และเจ้าหน้าที่สวนงู ซึ่งบุคลากรพวกนี้ควรคำนึงถึงวิธีการจับประคอง ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ให้มาก ซึ่งเป็นความปลอดภัยแก่ตัวท่านเอง เพราะท่านต้องมีหน้าที่ปฏิบัติประจำกับงานนี้
ไม่ควรใช้มือเปล่าจับงูแมวเซาทันทีที่เริ่มปฏิบัติการ กล่าวคือไม่ควรใช้มือ (นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้) จับที่คอส่วนที่ติดกับหัวเหมือนกับที่ใช้ได้กับงูชนิดอื่นหลายชนิด เพราะงูแมวเซาตัวอ้วนใหญ่ มีกำลังมากทันทีที่ถูกจับคอจะม้วนตัวบิดอย่างแรง ถ้าหากการจับของท่านไม่มั่นพอ อาจหลุดได้และเมื่อนั้นก็คือการเสี่ยงต่อการที่จะถูกงูแมวเซากัดสูง (คงทราบดีแล้วว่างูแมวเซานั้นดุ เป็นงูเขี้ยวยาวในแบบ Solenoglypha เป็นงูพิษแรง เมื่อถูกกัดจะมีอำนาจทำให้เสียชีวิต) แล้วจะไปเสี่ยงต่ออันตรายร้ายนั้นทำไม ดังนั้นเพื่อต้องการจับส่วนคองูแมวเซา อย่างเช่นในกรณีที่จะต้องทำการรีดพิษหรือเพื่อการให้การรักษางูที่เลี้ยงไว้ ก็ควรใช้บ่วงไม้คล้องคองูออกจากแหล่งที่อยู่เสียก่อน อย่าคล้องรัดแน่นมาก รัดพอที่งูจะเลื้อยหลุดออกจากบวงไม่ได้ เพราะถ้ารัดแน่น งูจะตกใจและเจ็บ งูก็จะงับกัดไม้คล้องทำให้เขี้ยวและงูฟันหักหรือปากงูบาดเจ็บได้ จากนั้นก็ยกหิ้วมาในบริเวณที่กว้างพอเพื่อสะดวกต่อการปฏิบัติงาน ใช้ไม้(เหล็ก) ขอกดที่คองู โดยกดให้ห่างจากหัวเล็กน้อย เพื่อเหลือที่บริเวณคอติดกับหัว สำหรับใช้มือจับกดไว้ให้ค่อนข้างแน่น ให้แน่ใจว่างูขยับเขยื้อนไม่ได้ แล้วจึงใช้มือจับซึ่งก็จะใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ เมื่อแน่ใจว่าจับได้มั่นดีแล้ว จึงค่อยยกปล่อยไม้ขอ และปล่อยบ่วงคล้องในเวลาเดียวกัน ก็จะต้องใช้มืออีกข้างหนึ่ง จับประมาณส่วนต้นลำตัวงูไว้ ถ้าหากเป็นงูที่มีขนาดใหญ่ ควรมีผู้ช่วยจับประคองตัวไว้อีกคนหนึ่งก็ดี และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จ ประสงค์จะปล่อยตัวงู จะต้องใช้ผู้ที่ช่วยจับตัวงูปล่อยมือก่อน ผู้ที่จับคองูอยู่ปล่อยมือเป็นคนสุดท้าย
งูกะปะ (Moonlight Pit Viper) และกลุ่มงูเขียวหางไหม้ (Green Pit Viper) ใช้วิธีจับประคองเช่นเดียวกับงูแมวเซา แต่หลายชนิดมีขนาดเล็ก จึงอาจไม่ต้องใช้ไม้บ่วงคล้อง โดยใช้เหล็กขอเกี่ยวยกขึ้นได้เลย

 
 

งูพิษในวงศ์ Colubridae (วงศ์ย่อย Boiginae,Homalopsinae)

          งูพิษในวงศ์นี้เป็นงูพิษอ่อน ผู้ถูกกัดก็จะอาการปอดบวมหรือชาบริเวณที่ถูกกัดในระยะหนึ่ง ส่วนมากมีกะโหลกแบบ Opisloglypha มีเขี้ยวพิษเล็ก มีต่อมพิษเล็กปริมาณน้ำพิษน้อยฤทธิ์ของพิษก็อ่อน หลายชนิดแทบไม่มีปฏิกิริยาต่อคน ถึงแม้ถูกกัดก็จะเจ็บปวดน้อยกว่าถูกแมงป่องและมดตะนอยกัดต่อย หลายชนิดมีนิสัยไม่ดุเลยและจะไม่อ้าปากกัด ถ้าไม่ใช่สิ่งอาหาร
งูในวงศ์นี้มีทั้งที่มีขนาดใหญ่ (ส่วนมากไม่ใหญ่ แต่มีความยาวมาก เช่น งูแซ่หางม้า (Boiga cynodon) ตัวผอมแบนประมาณเท่าถ่านไฟฉายขนาดใหญ่ แต่มีความยาวถึงประมาณ 2 เมตร) และที่มีขนาดเล็กเช่นงูม่านทอง (Psammophis condernarus) ฤทธิ์ของพิษก็แตกต่างกัน นิสัยไม่ดุ แต่ก็มีชนิดที่อาจฉกกัด หรือกัดงับเอาโดยคิดว่าสิ่งที่งับกัดเป็นอาหาร และชนิดที่ไม่กัดเอาเสียเลยถ้าไม่ใช่การอ้าปากกัดสัตว์อาหาร จึงขอแยกกล่าวแนะนำออกเป็น 2 ประเภทคร่าว ๆ ดังนี้

 

ก. ประเภทที่มีพิษฤทธิ์แรงกว่า

         (แต่ก็เป็นพิษอ่อนไม่อันตราย) มีขนาดใหญ่และยาว บางครั้งก็มีอารมณ์ก็กัดเอาได้งูประเภทนี้ถ้าหากเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ รู้จักทีท่าจังหวะของงูดีพอ ก็อาจจับประคองได้เลยด้วยมือเปล่า และสามารถทำได้อย่างมีอันตราย ผู้ที่จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงู ควรฝึกฝนอบรมให้มีความสามารถระดับนี้ เพราะจะทำงานได้โดยรักษาสภาพงู งูไม่ตกใจ เครียด บาดเจ็บ และปฏิบัติงานได้สะดวกรวดเร็ว
ถ้าผู้ไม่มีความชำนาญพอ ก็จะต้องจับประคองโดยใช้ไม้บ่วงคล้องงู เหล็กขอ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติเหมือนเช่นที่กล่าวไว้แล้วในการจับประคองงูแมวเซา
งูประเภทนี้ที่พบในประเทศไทย เช่น

1. งูปล้องทอง
2. งูเขียวบอน
3. งูเขียวดงลาย
4. งูต้องไฟ
5. งูแซ่หางม้า
6. งูแซ่หางม้าเทา
7. งูเขียวหัวจิ้งจก
8. งูหัวกระโหลก
9. งูไซ


ข. ประเภทมี่พิษฤทธิ์ไม่แรงและมีปริมาณน้ำพิษน้อย

          มีขนาดเล็ก และโดยปกติจะไม่กัด ฤทธิ์ของพิษไม่ปรากฏปฏิกิริยาต่อคน ฤทธิ์ของพิษจะช่วยทำให้สัตว์อาหารเล็ก ๆ แน่นิ่งสะดวกต่อการที่งูจะขยอกกลืนเท่านั้น งูประเภทนี้จึงสามารถจับประคองได้ด้วยมือเปล่า ซึ่งก็เพียงควรจับด้วยความนิ่มนวล อย่าให้งูตกใจ และอย่าจับบีบแรง จับประคองให้พอบังคับให้งูอยู่กับมือได้เท่านั้น
งูประเภทนี้ที่พบในประเทศไทย เช่น

1. งูหมอก
2. งูเขียวพระอินทร์
3. งูเขียวร่อน
4. งูดอกหมากแดง
5. งูม่านทอง
6. งูดงคา
7. งูกระ
8. งูแม่ตะนาว
9. งูเขียวปากแหนบ
10. งูปากกว้างน้ำเค็ม
11. งูกระด้าง
12. งูเปี้ยว
13. งูปลาตาแมว
14. งูสายรุ้ง
15. งูสายรุ้งดำ
16. งูสายรุ้งลาย
17. งูปลิง

          ถ้าหากจับประคองออกจากที่เลี้ยง เพื่องานชั่วครู่เสร็จแล้วก็ปล่อยลงในที่เลี้ยงเดิม ซึ่งอาจกระทำใกล้กับที่เลี้ยงก็ไม่ต้องเตรียมภาชนะที่พักสัตว์ชั่วคราว แต่ถ้าต้องนำไปห่างจากที่เลี้ยง หรือต้องมีเวลานานสำหรับการปฏิบัติงาน เช่นจากที่เลี้ยงต้องนำไปยังห้องปฏิบัติการ ซึ่งอยู่คนละแห่งหรือเพื่อนำงูมาทดลองบางประการแล้วต้องรอดูผลอย่างใกล้ชิด ก็จะต้องเตรียมภาชนะไว้ใส่งูชั่วคราว ดีที่สุดก็คือการใช้ถุงผ้าดิบ ถุงขนาดเล็กแล้วแต่ขนาดของงูและจำนวนงูความอ่อนนุ่มของถุง และงูไม่สามารถมองเห็นภาพแวดล้อมจะทำให้งูไม่บาดเจ็บแม้จะใช้หัวดุนไช งูไม่เครียดและตื่นตกใจ ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ถุงละตัว เนื่องจากเป็นงูพิษโดยเฉพาะ เป็นงูพิษในวงศ์ Viperidae และ Crotalidae ซึ่งมีเขี้ยวพิษยาวงูอาจกัดทะลุถุงผ้าออกมาได้ ดังนั้นเมื่อใส่งูลงถุงแล้วจะต้องไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดสัมผัสถุงอีก การหิ้วถุงจะต้องหิ้วปากถุง ในส่วนที่เหนือสิ่งผูกรัดปากถุง แล้วหิ้วถุงให้ห่างจากตัวพอควร การพักถุงก็พิจารณาถึงความปลอดภัยแก่ผู้อื่นเสมอ วางที่ใดก็ต้องมีคนคอยระวัง หรือแน่ใจว่าเป็นที่ที่ปลอดคนอื่น หากจำเป็นต้องใส่งูไว้ในถุงเป็นเวลานาน หรือต้องนำถุงงูเดินทางไป จะต้องมีป้ายผูกติดให้เห็นชัดเจน ว่าเป็นงูอะไร งูพิษหรือไม่ อาจเขียนป้ายบอกกำชับไว้เลยว่า "งูพิษ หรือสัตว์มีพิษ อย่าแตะต้อง" นอกจานั้นควรนำถุงใส่ไปในภาชนะแข็งแรงที่มีฝาปิดอีกชั้นหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการนำพา ใช้ภาชนะที่มีทางระบายอากาศได้ เช่นตะกร้าหวาย ตะกร้าพลาสติกโปร่ง กล่องอะลูมิเนียมที่มีช่องระบายอากาศ

 
   
อ่านตอนที่ 1 |     
คัดลอกมาจาก สารศูนย์สัตวศาสตร์ไทย ปีที่ 6 ฉบับที่ 69 โดย น.อ.วิโรจน์ นุตพันธ์
 
 
Made in THAILAND : www.2snake2fish.com